นี่คือวิถีสัจธรรม
บันทึกโดย มุกอติล อิบนุ อะฏียะฮ์
แปลโดย: เชคอบูนัสรีน
 

بسم الله الرحمن الرحيم
เกริ่นนำ

หนังสือ “การถกระหว่างอุละมาอ์สุนนีกับชีอะฮฺ ณ กรุงแบกแดด” ที่ท่านผู้มีเกียรติกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้กษัตริย์ “มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์” ได้รับสั่งให้ “นิซอมุลมุลก์” ประธานองคมนตรี และเป็นนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน ให้เชื้อเชิญอุละมาอ์ฝ่ายสุนนีและชีอะฮฺมาถกทางวิชาการ โดยเขาเป็นพิธีกรดำเนินรายการ และมีกษัตริย์เป็นประธานในพิธี

เรื่องราวมีอยู่ว่า กษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ เป็นนักปกครอง นักบริหารที่มีโลกทัศน์เปิดกว้าง เป็นคนรุ่นใหม่ (ในยุคนั้น) ที่ชอบค้นคว้าแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ท่านจะไม่ยอมปล่อยให้อำมาตย์ข้าราชบริพาล ชี้นำโดยปราศจากหลักตรรก อย่างไรก็ตามถึงแม้พระองค์จะมีคุณสมบัติดังกล่าว แต่พระองค์ยังรักชอบการพักผ่อนหย่อนใจและการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจอีกด้วย

นี่คือวิถีสัจธรรม

การเสวนาระหว่างอุละมาอ์สุนนีกับชีอะฮฺ ณ กรุงแบกแดด

ผู้บันทึก: นักประวัติศาสตร์นาม “มุกอติล อิบนุ อะฏียะฮฺ”

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ ศานติจากพระองค์จงประสบแด่มุหัมมัด (ศ) ศาสดาผู้ถูกส่งลงมาเพื่อความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง และบรรดาทายาทผู้สะอาดบริสุทธิ์ และกัลยาณมิตรผู้มีความสวามิภักดิ์และจงรักภักดีต่อท่าน
หนังสือที่ท่านผู้มีเกียรติกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้มีชื่อว่า “การถกเถียงระหว่างอุละมาอ์สุนนีกับชีอะฮฺ ณ กรุงแบกแดด” ซึ่งกษัตริย์ “มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์” ได้ทรงรับสั่งให้ “นิซอมุลมุลก์” ประธานองคมนตรี ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนให้เชื้อเชิญอุละมาอ์ฝ่ายสุนนีและชีอะฮฺให้มาร่วมถกทางวิชาการ โดยที่เขาได้รับเกียรติจากกษัตริย์ให้เป็นพิธีการดำเนินรายการ และมีกษัตริย์เป็นประธานในพิธี

เรื่องราวมีอยู่ว่ากษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ ผู้นี้ นอกจากจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของข้าราชบริพารอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ท่านยังเป็นคนหนุ่มที่มีโลกทัศน์เปิดกว้าง เป็นนักบริหาร นักพัฒนาที่ยอดเยี่ยม และยังเป็นคนรุ่นใหม่ (ในยุคนั้น) ที่เป็นผู้แสวงหา ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และยังเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พระองค์จะมีคุณสมบัติดังกล่าว แต่ด้วยวัยหนุ่ม พระองค์จึงยังรักชอบการพักผ่อนหน่อยใจและการล่าสัตว์อีกด้วย

สำหรับนิซอมุลมุลก์ ประธานองคมนตรีนั้น ท่านเป็นนักปราชญ์ผู้มีจริยธรรมสูงส่ง สมถะและรักความสันโดษ เป็นกัลยาณชนที่ประกอบคุณงามความดี รักที่จะแสวงหาความรู้ และยังเป็นผู้ที่มีความรักต่อครอบครัวและทายาทของศาสดา (ศ) อีกด้วย ท่านเป็นผู้สถาปนาสถาบันการศึกษาศาสนา “นิซอมียะฮฺ” กรุงแบกแดด และจ่ายเงินเดือนแก่นักศึกษาผู้ใฝ่หาความรู้ นอกจากนี้ ท่านยังมีความเอื้ออาทรและให้ความช่วยเหลือคนขัดสน คนอนาถาอีกด้วย

วันหนึ่ง อาลิม (นักปราชญ์) ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวชีอะฮฺ ผู้มีนามว่า “หุสัยนฺ บินอะลี อะลาวีย์” (กุดดิสสะ สิรฺรุฮฺ) ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์มะลิกชาฮฺ ภายหลังจากท่านได้อำลาจากไปแล้ว ได้มีอำมาตย์ผู้หนึ่งแสดงท่าทางเย้ยหยัน และตลกขบขันในการมาของท่านครั้งนี้

กษัตริย์ จึงถามขึ้นว่า :- ทำไมเจ้าจึงแสดงท่าทีเย้ยหยันเขาเช่นนั้น ?

เขาจึงกล่าวว่า :- ข้า ฯ แต่ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์มิทรงทราบหรอกหรือว่า เขาคือผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ) ที่อัลลอฮฺทรงกริ้ว และทรงสาปแช่งพวกเขา ?

กษัตริย์ จึงกล่าวด้วยความฉงนว่า :- ทำไมหรือ ? เขามิได้เป็นมุสลิมหรอกหรือ ?

อำมาตย์ผู้นั้น จึงกล่าวว่า :- เขาจะเป็นมุสลิมอย่างไรเล่า ในเมื่อเขาคือหนึ่งจากพวกชีอะฮฺ !

กษัตริย์ :- เป็นชีอะฮฺแล้วทำไมหรือ ? พวกชีอะฮฺมิได้เป็นมัซฮับ (แนวทาง) หนึ่งของอิสลามกระนั้นหรือ ?

อำมาตย์ จึงกล่าวว่า :- ช่างห่างไกลยิ่งนัก ! เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าพวกชีอะฮฺไม่ยอมรับว่า ท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน เป็นเคาะลีฟะฮฺและตัวแทนโดยชอบธรรมของท่านศาสดา (ศ)

กษัตริย์ :- ยังมีมุสลิมที่ไม่ยอมรับ ว่าท่านทั้งสามเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านศาสดา (ศ) หรือ ?

อำมาตย์ :- ใช่แล้ว ! เฉพาะพวกชีอะฮฺเท่านั้นที่มีความเชื่อเช่นนี้

กษัตริย์ :- ทั้ง ๆ ที่ชีอะฮฺไม่เชื่อว่าเศาะหาบะฮฺทั้งสามเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านศาสดา (ศ) เหตุใด มุสลิมจึงคงเรียกพวกเขาว่าเป็นมุสลิม ?

อำมาตย์ :- ด้วยสาเหตุนี้แหละที่ข้า ฯ กล่าวว่า อาลิมผู้นั้นคือกาฟิรฺ !

กษัตรย์ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า :- เห็นทีจะต้องสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จาก นิซอมุดดีน ประธานองคมนตรี
ดังนั้น กษัตริย์จึงได้เชิญ นิซอมุดดีน เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าพวกชีอะฮฺ มิได้เป็นมุสลิมหรืออย่างไร ?

ประธานองคมนตรี ได้ตอบพระองค์ว่า :- ในกรณีดังกล่าว ชาวสุนนีมีทัศนะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ บางส่วนถือว่าชีอะฮฺเป็นมุสลิม ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขามีความศรัทธา และกล่าวปฏิญาณตนถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ และมุหัมมัด (ศ) คือปัจฉิมศาสดาของพระองค์ และพวกเขาปฏิบัติในสิ่งที่เป็นฟุรูอุดดีน เช่น นมาซ ถือศีลอด หัจญ์ เป็นต้น ในขณะที่ชาวสุนนีบางส่วนชี้ขาดว่า พวกชีอะฮฺเป็นกาฟิรฺ (ผู้ปฏิเสธ)

กษัตริย์ จึงถามว่า :- ชาวชีอะฮฺมีจำนวนเท่าไร ?

ประธานองคมนตรี :- ข้าพเจ้าไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนของพวกเขา แต่ประมาณว่าเกือบจะครึ่งหนึ่งของมุสลิมทั้งหมด

กษัตริย์ :- มุสลิมเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นกาฟิรฺกระนั้นหรือ ? !

ประธานองคมนตรี :- ดังที่ข้าพเจ้าได้เรียนไปแล้วว่า มุสลิมบางส่วนเชื่อว่าพวกเขาเป็นกาฟิรฺ แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเองเชื่อว่า พวกเขาคือมุสลิม

กษัตริย์ :- ท่านประธานองคมนตรี ! เป็นไปได้ไหมที่เราจะเชื้อเชิญอุละมาอ์ทั้งฝ่ายสุนนีและชีอะฮฺมาถกกันเพื่อเราจะได้ประจักษ์ถึงข้อเท็จจริง ?

ประธานองคมนตรี :- ช่างเป็นภารกิจที่แสนจะหนักอึ้งและเต็มไปด้วยอุปสรรค และข้าพเจ้าหวั่นเกรงว่า ผลลัพท์บั้นปลายจะเป็นสิ่งเลวร้ายต่อพระองค์ และราชอาณาจักรของพระองค์

กษัตริย์ :- เพราะเหตุใดหรือ ? !

ประธานองคมนตรี จึงตอบว่า :- เพราะปัญหาสุนนี – ชีอะฮฺ หาใช่เรื่องตื้น ๆ และจบลงอย่างง่ายดายไม่ แต่ทว่ามันเป็นประเด็นระหว่างสัจธรรมกับความเท็จที่มีผลให้เลือดของทั้งสองฝ่ายต้องหลั่งชะโลมดินมาแล้ว หนังสือ ห้องสมุดอีกมากมายถูกเผาผลาญในกองเพลิง เด็กและสตรีต้องตกเป็นเชลยสงคราม และการรบราฆ่าฟันนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดจากสาเหตุนี้ ดังที่มีสารานุกรมจำนวนมากที่ได้บันทึกถึงเรื่องราวดังกล่าว !!

กษัตริย์หนุ่มถึงกับตกตะลึง เมื่อได้ฟังเรื่องราวดังกล่าวจากประธานองคมนตรี ภายหลังจากพระองค์ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า :- ท่านประธานองคมนตรี ! ท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่าอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ได้ทรงประทานราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล กองทัพที่เข้มแข็ง ยุทโธปกรณ์ที่พร้อมสรรพให้แก่เรา ด้วยเหตุนี้เราจะต้องขอบคุณและสรรเสริญต่อความโปรดปราน ที่พระผู้อภิบาลได้ประทานให้แก่เรา

การขอบคุณของเราที่มีต่อพระองค์ ก็ด้วยการแสวงหาสิ่งที่เป็นสารัตถะ ความจริง หลังจากนั้นภาระหน้าที่ของเราก็คือการเรียกร้องเชิญชวนและชี้นำบรรดาผู้ที่หลงผิดให้ไปสู่วิถีแห่งสัจธรรม ซึ่งแน่นอนว่า ความเชื่อของชนสองกลุ่มนี้ (สุนนีกับชีอะฮฺ) จะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่อยู่กับสัจธรรมความจริง และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นโมฆะและเป็นความเท็จ ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่จะแสวงหาความจริงและยึดมั่นกับมัน ในขณะเดียวกัน เราจะต้องละทิ้งความมดเท็จและสิ่งที่เป็นโมฆะ

เมื่อท่านได้เชื้อเชิญอุละมาอ์ทั้งฝ่ายสุนนีและชีอะฮฺ เพื่อให้พวกเขาทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอหลักฐานและข้อพิสูจน์ในหลักความเชื่อของตน เราจะตระเตรียมความพร้อมในด้านการรักษาความปลอดภัย ตลอดทั้งนักเขียน นักบันทึกของรัฐบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และถ้าหากเราได้ประจักษ์ว่าสัจธรรมอยู่กับฝ่ายสุนนี เราจะต้องพยายามให้พวกชีอะฮฺมาสู่วิถีทางสุนนีให้หมด

ประธานองคมนตรี :- ถ้าหากพวกเขาไม่ยินยอมล่ะ พระองค์จะทำอย่าง ?

กษัตริย์ :- เราจะสังหารพวกเขา !

ประธานองคมนตรี :- พระองค์จะสังหารมุสลิมครึ่งหนึ่งเชียวหรือ ?

กษัตริย์ :- แล้วยังจะมีหนทางอื่นใดอีกเล่า ?

ประธานองคมนตรี :- ได้โปรดปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นไปตามยถากรรมเถิด

การสนทนาระหว่าง กษัตริย์กับประธานองคมนตรีผู้เปรื่องปราชญ์ได้สิ้นสุดลง แต่ทว่าในค่ำคืนนั้น กษัตริย์หนุ่มได้เฝ้าครุ่นคิดด้วยความวิตกกังวลจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ โดยพระองค์มิอาจจะหลับตาลงได้เลย

กษัตริย์ตัดสินใจจัดให้มีการเสวนาสุนนีชีอะฮฺขึ้น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระองค์ได้เรียก “นิซอมุลมุลก์” เข้าพบและกล่าวกับเขาว่า :-
ฉันยอมรับทัศนะของท่าน โดยเราจะเชื้อเชิญอุละมาอ์ฝ่ายสุนนีและชีอะฮฺให้มาถกด้วยการนำเสนอหลักฐานและข้อพิสูจน์จากหลักความเชื่อของตน และเราจะเป็นผู้ฟังและใช้วิจารณญาณว่าสัจธรรมอยู่กับฝ่ายใด และมาตรว่าสัจธรรมอยู่ข้างฝ่ายสุนนี เราจะใช้วิทยปัญญา เรียกร้องเชิญชวนชาวชีอะฮฺมาสู่สัจธรรม และทุ่มเทงบประมาณทรัพย์สิน และใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเราดึงดูดพวกเขาให้มาสู่แนวทางของเรา ดังเช่นที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้เคยมีวัตรปฏิบัติกับกาฟิรฺมุชริกีนมาก่อน เพื่อให้หัวใจของพวกเขาโน้มเอียงมาสู่อิสลาม ด้วยภารกิจนี้ เท่ากับเราได้ทุ่มเทรับใช้อิสลามและมวลมุสลิม ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ของเรา

ประธานองคมนตรี :- ช่างเป็นความคิดที่แหลมคมอะไรเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังหวั่นเกรงต่อผลลัพท์ในการถกเถียงทางวิชาการครั้งนี้

กษัตริย์ :- มีเหตุอันใดที่ทำให้ท่านหวั่นเกรงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ข้าพเจ้าหวั่นเกรงว่า หลักฐานและข้อพิสูจน์ของฝ่ายชีอะฮฺจะเหนือกว่า และพวกเขาจะเป็นฝ่ายพิชิตชัยชนะเหนือเราในที่สุด และจะมีผลทำให้ประชาชนตกอยู่ในความคลางแคลงใจ งุนงง สงสัย

กษัตริย์ :- เป็นไปได้หรือที่ชีอะฮฺจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ? !

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว ! ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขามีหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่แข็งแรงทั้งจากคัมภีร์อัลกุรฺอานและหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ที่บ่งบอกถึงแนวทางและหลักความเชื่อที่เป็นสัจธรรม
คำตอบของประธานองคมนตรี มิอาจทำให้กษัตริย์คล้อยตามได้ พระองค์ได้กล่าวว่า :- เราจะต้องเลือกเฟ้นนักปราชญ์และผู้รู้ของทั้งสองฝ่าย มาทำความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ เพื่อเราจะได้จำแนกสัจธรรมออกจากความเท็จ

ในที่สุด ประธานองคมนตรีได้ขอโอกาสจากกษัตริย์เป็นเวลาหนึ่งเดือน แต่พระองค์ไม่เห็นด้วย .... จนกระทั่งได้ลดลงมาเหลือ 15 วัน

ในช่วงเวลา 15 วันดังกล่าว ประธานองคมนตรีได้พิจารณาคัดเลือกอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺ ผู้มีชื่อเสียงทั้งในด้าน ตารีค (ประวัติศาสตร์) ฟิกฮฺ (ศาสนบัญญัติ) หะดีษ อุศูล กะลาม (หลักศรัทธา) วิภาษวิธี และเป็นผู้มีวาทศิลป์ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม จำนวน 10 ท่าน และได้เชื้อเชิญอุละมาอ์ชีอะฮฺ จำนวน 10 ท่านเช่นกัน

ปฐมฤกษ์ในการถกเถียงทางวิชาการครั้งนี้ ได้เริ่มขึ้นในเดือนชะอฺบาน (ประมาณปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 480) ณ โรงเรียนนิซอมียะฮฺ กรุงแบกแดด โดยกษัตริย์มะลิกชาฮฺ ชัลญูกีย์ เป็นผู้กำหนดกติกาและเงื่อนไขของการถกไว้ดังนี้ คือ :-

1. การถกจะเริ่มดำเนินตั้งแต่เช้าถึงค่ำ โดยจะหยุดพักเฉพาะช่วงเวลานมาซ อาหาร และเวลาพักผ่อนเท่านั้น
2. การสนทนาจะต้องอาศัยหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ห้ามหยิบยกเรื่องเล่าและข่าวลือมาเป็นหลักฐาน
3. จะต้องมีเจ้าหน้าที่ – อาลักษณ์คอยจดบันทึกการถกเถียงทางวิชาการในครั้งนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

ประธานกล่าวเปิดการเสวนา

และแล้ว เมื่อวันเวลาแห่งการนัดหมายได้มาถึง สักขีพยานที่ประกอบไปด้วย กษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ นิซอมุลมุลก์ประธานองคมนตรี อำมาตย์ ข้าราชบริพาร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺทั้งสิบคน นั่งทางด้านขวาของกษัตริย์ และอุละมาอ์ชีอะฮฺทั้งสิบคน นั่งทางด้านซ้ายของพระองค์ โดยนิซอมุลมุลก์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้กล่าวเปิดการสนทนาทางวิชาการในครั้งนี้ว่า :-

“ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ การสดุดีและสันติจงประสบแด่ศาสดามุหัมมัด (ศ) ครอบครัวและกัลยาณมิตรผู้ซื่อสัตย์ของท่าน

การสนทนาเชิงวิชาการในครั้งนี้ จะต้องดำเนินไปบนพื้นฐานที่จะให้บรรลุสู่สัจธรรม โดยให้หลีกเลี่ยงจากการใช้คำหยาบคาย ก้าวร้าว ส่อเสียด หรือมีเจตนาจะหยามเหยียดฝ่ายตรงข้าม และหลีกเลี่ยงจากการด่าทอหรือประณามเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

การกล่าวหาบรรดาเศาะหาบะฮฺ

หัวหน้าอุละมาอ์สุนนี ผู้มีนามว่า “เชคอับบาสีย์” เป็นผู้เริ่มก่อน โดยท่านได้กล่าวว่า :- “ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะร่วมสนทนากับกลุ่มชนที่สังกัดมัซฮับซึ่งเชื่อว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดของท่านเราะสูสุลลอฮฺ (ศ) เป็นกาฟิรฺ”

หัวหน้าอุละมาอ์ชีอะฮฺ ผู้มีนามว่า “สัยยิดหุสัยนฺ บินอะลี อะละวีย์” จึงตอบว่า :- พวกที่กล่าวหาว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เป็นการฟิรฺ คือกลุ่มชนใดหรือ ? !

อับบาสีย์ :- ก็พวกท่านทั้งหลายที่เป็นชีอะฮฺไงเล่าที่กล่าวหาว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดเป็นการฟิรฺ

สัยยิดอะละวีย์ :- สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด หรือว่า อะลี (อ) อับบาส สัลมาน อิบนุอับบาส มิกดาด อบูซัรฺ ฯลฯ มิได้เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ท่านกำลังกล่าวหาว่า เราชาวชีอะฮฺถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นกาฟิรฺด้วยกระนั้นหรือ ? !

อับบาสีย์ :- เจตนารมณ์ของคำว่า “เศาะหาบะฮฺทั้งหมด” ของฉันในที่นี้หมายถึง อบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ อุษมาน และผู้ที่ดำเนินรอยตามบุคคลทั้งสามต่างหากเล่า

สัยยิดอะละวีย์ :- ถ้างั้นเท่ากับท่านกำลังปฏิเสธถ้อยคำของท่านเอง
ครั้งแรกท่านเป็นผู้กล่าวขึ้นเองว่า :- “ชีอะฮฺถือว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เป็นกาฟิรฺ” แล้วต่อมาท่านกลับอ้างว่า :- “ชีอะฮฺถือว่าเศาะหาบะฮฺบางส่วนเป็นกาฟิรฺ” !

ในระหว่างนั้น ท่านนิซอมุดดีนต้องการจะพูดขัดจังหวะ แต่สัยยิดอะละวีย์ไม่เปิดโอกาสให้เขา โดยกล่าวว่า :-
โอ้ ท่านประธานองคมนตรี ! ตราบเท่าที่เรายังมีความสามารถจะตอบคำถามและข้อข้องใจได้อยู่ บุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์จะสอดแทรกความคิดใดเข้ามา มิฉะนั้น การสนทนาของเราจะผสมปนเปทำให้ออกนอกประเด็นที่กำลังถกเถียง และไม่สามารถหาบทสรุปในประเด็นนั้น ๆ ได้

แล้วสัยยิดอะละวีย์ ได้กล่าวต่อไปว่า :- โอ้ ท่านเชคอับบาสีย์ ! ด้วยเหตุนี้เอง ย่อมเป็นที่ชัดเจนในคำกล่าวหาของท่านที่ว่า พวกชีอะฮฺถือว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดเป็นกาฟิรฺ เป็นการโกหกโดยปราศจากมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง
คำชี้แจงของสัยยิดอะละวีย์ ทำให้เชคอับบาสีย์ หมดหนทางตอบโต้ และมีสีหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย และกล่าวว่า :- ขอให้เราผ่านเรื่องนี้ไปก่อน แต่ทว่าจากคำพูดของท่านเอง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ได้เป็นอย่างดีว่า พวกชีอะฮฺได้ประณามสาปแช่ง เคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน จริง

สัยยิดอะละวีย์ :- ชีอะฮฺบางพวกได้ประณามสาปแช่งพวกเขาจริง แต่บางพวกก็มิได้ประณาม

เชคอับบาสีย์ :- แล้วท่านอยู่ในจำพวกไหน ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ข้าพเจ้าคือหนึ่งในจำนวนที่มิได้ประณามสาปแช่งพวกเขา แต่ทว่า ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า กลุ่มชีอะฮฺที่ประณามสาปแช่งพวกเขามีหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่มีเหตุผลเพียงพอ และที่เหนือไปกว่านั้น การประณามสาปแช่งของชีอะฮฺที่มีต่อบุคคลทั้งสาม มิได้เป็นสาเหตุที่จะทำให้พวกเขาเป็นกาฟิรฺ หรือพวกที่ทรยศ หรือสับปลับกลับกลอก หรือแม้กระทั่งเป็นความผิดบาปแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เชคอับบาสีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! ได้โปรดพิจารณาเถิดว่าชายผู้นี้ได้กล่าวอะไรออกไป ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ ท่านเชคอับบาสีย์ ! การที่ท่านพยายามเบี่ยงเบนประเด็นสนทนาของเราไปหากษัตริย์ เขาเรียกว่าเป็นวิธีการสร้างความไขว้เขวเมื่อจนตรอก กษัตริย์ได้เชื้อเชิญเราทั้งสองฝ่ายเพื่อนำเสนอหลักฐานและข้อพิสูจน์ จนกว่าจะได้ผลลัพท์ในบั้นปลายว่า ใครคือฝ่ายสัจธรรม เพื่อจะได้ยอมจำนน และเรียกร้องเชิญชวนฝ่ายที่เป็นโมฆะให้เข้ามาสู่สัจธรรม

กษัตริย์ :- ถ้อยคำของสัยยิดอะละวีย์ ถูกต้อง โอ้ ท่านเชคอับบาสีย์ ! ท่านจะตอบคำกล่าวข้างต้นของเขาว่าอย่างไร ?

อับบาสีย์ :- ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ใครก็ตามที่ประณามสาปแช่งเศาะหาบะฮฺ เขาย่อมตกอยู่ในฐานะของผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ)

สัยยิดอะละวีย์ :- ข้อสรุปดังกล่าวอาจจะเป็นที่ชัดเจนสำหรับท่าน แต่ไม่เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับข้าพเจ้า ไหนท่านลองอธิบายมาซิว่า ด้วยเหตุผลกลใดที่ผู้ที่ประณามสาปแช่งเศาะหาบะฮฺ บางส่วนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ด้วยหลักฐานและข้อพิสูจน์จึงต้องตกอยู่ในฐานะของกาฟิรฺ ?
อีกประการหนึ่ง ท่านไม่ยอมรับหรือว่าใครก็ตามที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ประณามสาปแช่งเขา เป็นการคู่ควรที่ศรัทธาชนทุกคนจะต้องประณามสาปแช่งเขาด้วย ?

เชคอับบาสีย์ :- แน่นอน ข้าพเจ้าก็มีความเชื่อและยอมรับในสิ่งนี้

ท่านนบีเคยประณามเคาะลีฟะฮ์ท่านแรกและท่านที่สอง!?

สัยยิดอะละวีย์ :- ท่านไม่เคยทราบมาก่อนหรือว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้เคยประณามสาปแช่ง ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ มาก่อน ?

เชคอับบาสีย์ :- ท่านกำลังใส่ร้ายป้ายสี ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อย่างน่าชิงชังรังเกียจที่สุด ท่านนบี (ศ) เคยประณามสาปแช่งเขาทั้งสองที่ไหน ? เมื่อไร ?

สัยยิดอะละวีย์ :- นักประวัติศาสตร์สายสุนนีต่างได้บันทึกตรงกันว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้แต่งตั้ง “อุสามะฮฺ” ให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพ โดยให้ อบูบักรฺ กับ ท่านอุมัรฺ อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขา และท่าน (ศ) ได้กล่าวเตือนสำทับว่า :-

“ขออัลลอฮฺ ทรงสาปแช่งบุคคลที่ฝ่าฝืน ไม่ยอมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอุสามะฮฺด้วยเถิด”

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกต่อไปว่า ในที่สุดทั้งอบูบักรฺและท่านอุมัรฺได้ฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามอุสามะฮฺ ด้วยเหตุนี้ คำสาปแช่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จะต้องประสบกับพวกเขา และใครก็ตามที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) สาปแช่ง ย่อมเป็นการคู่ควรที่มุสลิมทุกคนจะดำเนินรอยตามท่านด้วยการประณามเขาด้วย

จากคำตอบดังกล่าว ทำให้เชคอับบาสีย์ ก้มหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใด

กษัตริย์ จึงได้ถามประธานองคมนตรีว่า :- ที่สัยยิดอะละวีย์กล่าวมานั้นเป็นความจริงหรือ ?

ประธาน :- นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เช่นนี้ (เฏาะบะกอต อิบนุสะอัด ส่วนที่สอง เล่ม 2 หน้า 41 – ตารีคอิบนุอะสากิรฺ 2 / 391 – กันซุลอุมมาล 5 / 312 – อัลกามิล อิบนุอะษีรฺ 2 / 129)

สัยยิดอะละวีย์ ได้กล่าวต่อไปว่า :- ถ้าหากการประณามสาปแช่งเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) และเป็นการปฏิเสธอิสลาม (กุฟรฺ) แล้ว เหตุใดพวกท่านจึงไม่กล่าวหา “มุอาวิยะฮฺ อิบนุอบีสุฟยาน” ว่าเป็นกาฟิรฺบ้างเล่า ? และเหตุใดพวกท่านจึงมิได้กล่าวหาว่าเขาเป็นคนชั่วช้าสามานย์ เป็นผู้ทรยศ ทั้ง ๆ ที่เขาได้ประณามสาปแช่งท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ผู้เป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เป็นเวลาติดต่อกันถึง 40 ปี และหลังจากมุอาวิยะฮฺได้เสียชีวิตแล้ว การประณามสาปแช่งดังกล่าวได้ดำเนินไปถึง 70 ปี !

กษัตริย์ :- ขอให้พวกท่านผ่านประเด็นดังกล่าว และหยิบยกประเด็นอื่นบ้าง

ประเด็นการรวบรวมอัลกุรอานของท่านอุษมาน

เชคอับบาสีย์ :- บิดอะฮฺ (สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่มีในศาสนา) หนึ่งที่ชาวชีอะฮฺได้ยึดถือปฏิบัติก็คือ การไม่ยอมรับในคัมภีร์อัลกุรฺอาน

สัยยิดอะละวีย์ :- หามิได้ แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว พวกท่านต่างหากเล่าที่ไม่ยอมรับในคัมภีร์อัลกุรฺอาน หลักฐานและข้อพิสูจน์ของข้าพเจ้าในกรณีดังกล่าวก็คือ พวกท่านเชื่อว่า :- “ อุษมานเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์อัลกุรฺอาน ” พวกท่านต้องการจะกล่าวหาท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ว่ามีความรู้ ความเชี่ยวชาญในคัมภีร์อัลกุรฺอานไม่เทียบเท่ากับท่านอุษมาน และมิได้บัญชาให้เศาะหาบะฮฺคนใดทำการรวบรวมอัลกุรฺอานเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ จนต้องปล่อยให้เป็นภาระของอุษมานในภายหลังกระนั้นหรือ ?

นอกจากนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่อัลกุรฺอานมิได้ถูกรวบรวมตั้งแต่สมัยท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ในเมื่อท่าน (ศ) ได้สั่งให้ญาติสนิทและกัลยาณมิตรของท่านอ่านทบทวนมันตั้งแต่สูเราะฮฺแรกถึงสูเราะฮฺสุดท้าย โดยท่านได้วจนะว่า :- บุคคลใดที่อ่านอัลกุรฺอานจบสมบูรณ์ เขาจะได้รับมรรคผลและรางวัลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ เป็นต้น

จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่คำสั่งให้อ่านอัลกุรฺอานตั้งแต่ต้นจนจบ โดยที่มันยังมิได้ถูกรวบรวมไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ?
หรือว่ามุสลิมในสมัยท่านนบี (ศ) ต่างหลงทาง จนต้องรอให้ท่านอุษมานมาชี้นำและปลดปล่อยพวกเขาในภายหลัง ? !

กษัตริย์ ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ที่สัยยิดอะละวีย์กล่าวว่าชาวสุนนีถือว่าท่านอุษมานเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์อัลกุรฺอาน เป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีมูลความจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- มุฟัสสิรีน (บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรฺอาน) และนักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! ณ ที่นี้ เป็นการสมควรที่พระองค์จะทรงทราบไว้ด้วยว่า ชาวชีอะฮฺมีความเชื่อว่าคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ถูกรวบรวมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ในสมัยที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ยังมีชีวิต โดยมีเนื้อหาสาระ ดังเช่นอัลกุรฺอานที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน และพระองค์ (กษัตริย์) ทรงประจักษ์แล้วว่า ไม่มีคำใดที่ถูกตัดทอนหรือเพิ่มเติมเข้ามาแม้แต่อักษรเดียว ในขณะที่พวกท่านกลับกล่าวว่าคัมภีร์อัลกุรฺอานมีส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา และมีส่วนที่ขาดหายไป และมีบางอายะฮฺที่ถูกสลับสับเปลี่ยนที่กัน และท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ไม่ได้เคยรวบรวมมาก่อน แต่ทว่า ท่านอุษมาน คือบุคคลแรกที่ได้ดำเนินการรวบรวมมัน ภายหลังจากที่เขาได้เถลิงอำนาจขึ้นเป็นกษัตริย์

เชคอับบาสีย์ จึงได้ฉกฉวยโอกาสนี้กล่าวขึ้นว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! พระองค์ทรงได้ยินแล้วใช่ไหมว่า ชายผู้นี้มิได้เรียกขานท่านอุษมานในฐานะของเคาะลีฟะฮฺ แต่กลับเรียกเขาว่า “กษัตริย์” ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ใช่แล้ว เพราะแท้จริงท่านอุษมานมิได้เป็นเคาะลีฟะฮฺแต่อย่างใด

กษัตริย์ จึงถามสัยยิดอะละวีย์ ว่า :- ทำไม ? !

วิเคราะห์การขึ้นดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์

สัยยิดอะละวีย์ :- ตามความเชื่อของฉัน ถือว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน เป็นสิ่งโมฆะ (บาฏิล) อย่างสิ้นเชิง

กษัตริย์ จึงถามด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่า :- ทำไม ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ทั้งนี้ ก็เพราะว่าท่านอุษมานได้เป็นเคาะลีฟะฮฺจากแผนการของท่านอุมัรฺที่ได้กำหนดตัวบุคคลในคณะที่ปรึกษา (ชูรอ) จำนวน 6 คน ในขณะที่บุคคลทั้งหกมิได้มีมติเลือกท่านอุษมานให้เป็นเคาะลีฟะฮฺอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ทว่า มีเพียงสองหรือสามคนเท่านั้นที่ได้เลือกเขาขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง ความชอบธรรมในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอุษมานจึงขึ้นอยู่กับท่านอุมัรฺเพียงคนเดียว !