ศาสนบัญญัติที่ควรรู้
แปลและเรียบเรียง:เว็บไซต์อัชชีอะฮ์
 

อหฺกาม(ศาสนบัญญัติ)

ดังกล่าวไปแล้วว่า หลักการของอิสลามได้แบ่งออกเป็น ๓ สามหมวดใหญ่ ๆ คือ หลักการศรัทธา หลักการปฏิบัติและอหฺกาม โดยได้นำหลักการปฏิบัติมาไว้หลังจากการเรียนรู้จักพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ว่าเมื่อรู้แล้วต้องปฏิบัติ เช่น การทำนมาซ ถือศีลอด และ ฯลฯ อันเป็นการแสดงออกถึงการเป็นบ่าวและการเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ส่วนอหฺกามการปฏิบัติที่จะกล่าวเป็นอันดับแรกได้แก่ การทำนมาซและการถือศีลอด

นมาซ

นมาซ เป็นข้อบังคับประการแรกของหลักการอิสลาม จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น การละเว้นย่อมได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง ดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวถึงชาวสวรรค์ที่พวกเขาได้ถามชาวนรกดังนี้ว่า

“อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกท่านต้องอยู่ในไฟนรก พวกเขาได้ตอบว่าเป็นเพราะพวกเราไม่ทำนมาซ” (ซูเราะฮฺ อัล-มุดดัษษิร: ๔๒-๔๓)

ท่านศาสดา(ศ็อล ฯ) กล่าวว่า “นมาซเป็นเสาหลักของศาสนา ถ้านมาซถูกยอมรับ ณ อัลลอฮฺ อิบาดะอื่น ๆ ก็จะถูกยอมรับไปด้วย แต่ถ้านมาซถูกปฏิเสธ อิบาดะฮอื่น ๆ ก็จะถูกปฏิเสธด้วย”

นมาซเปรียบเสมือนเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา ดังเช่นคนที่ทำความสะอาดร่างกายวันละ ๕ ครั้ง แน่นอน ร่างกายของเขาจะไม่มีความสกปรกโสมมติดค้างอีกต่อไป และถึงแม้ว่าจะมีแต่ก็น้อย คนที่ทำนมาซวันละ ๕ เวลาก็เช่นเดียวกัน ความผิดบาปของเขาจะถูกผ่อนจากหนักให้เป็นเบาหรืออาจถูกชำระล้างจนหมดสิ้น แต่ต้องพึงสังวรอยู่เสมอว่าหากทำนมาซโดยไม่ได้ใส่ใจหรือไม่ได้ให้ความสำคัญต่อนมาซ ก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้ทำนมาซ อัล-กุรอาน กล่าวว่า

“ขอความหายนะจงมีแด่พวกทำนมาซ ผู้ซึ่งเป็นพวกเผลอเรอต่อนมาซของพวกเขา” (ซูเราะฮฺ อัล-มาอูน: ๕)

วันหนึ่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เดินเข้าไปในมัสญิดและเห็นคน ๆ หนึ่งกำลังทำนมาซอยู่โดยที่เขาทำระกูอฺกับสุญูดไม่สมบูรณ์ ท่านศาสดาจึงได้กล่าวว่า“ถ้าหากชายผู้นี้ตายลงในขณะที่เขากำลังทำนมาซ เท่ากับเขาได้ตายโดยมิได้เป็นมุสลิม”
ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นสำหรับทุก ๆ คนที่ต้องทำนมาซด้วยความนอบน้อมและตั้งใจ ซึ่งขณะที่ทำนมาซอยู่นั้นต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าตนกำลังสนทนาอยู่กับผู้ใด ทุกอิริยาบถที่แสดงออกไม่ว่าจะเป็นการระกูอฺหรือสุญูดและขั้นตอนอื่นๆต้องทำให้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเพื่อที่จะได้รับบทสรุปที่ดีที่สุดจากนมาซ อัล-กุรอาน กล่าวว่า
“แท้จริงแล้ว นมาซเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะยับยั้งความอนาจารและสิ่งต้องห้าม” (ซูเราะฮฺ อัล-อังกะบูต : ๔๕)

ซึ่งในความเป็นจริงถ้าพิจาณาที่มารยาทของนมาซที่ถูกกำหนดไว้ แน่นอนเขาจะไม่มีวันทำความผิดบาป เช่น สถานที่ทำนมาซต้องได้รับอนุญาตและเสื้อผ้าชุดนั้นก็ต้องไม่ใช่เสื้อผ้าที่ขโมยมา แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าที่ขโมยมา นมาซของเขาถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัตินมาซทุก ๆ คนที่จะต้องระมัดระวังอย่างดีที่สุด และแม้ว่าจะเป็นการกระทำเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นเขาก็ต้องหลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่อนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินที่หะรอม (ไม่อนุมัติ)

ทำนองเดียวกัน นมาซจะเป็นที่ยอมรับของพระองค์ก็ต่อเมื่อผู้นมาซต้องเป็นคนที่ไม่มีความอิจฉาริษยา ไม่ลุ่มหลงต่อโลกและรวมไปถึงคุณลักษณะที่ไม่ดีอื่น ๆ อันเป็นคุณลักษณะที่ต่ำทราม เป็นที่ทราบกันดีว่าความประพฤติมิชอบย่อมเป็นบ่อเกิดของคุณลักษณะที่ต่ำทราม ขณะเดียวกันมักจะพบเจอคนที่ทำนมาซเป็นประจำแต่เขาก็ยังทำความผิดอยู่ สาเหตุก็คือเขาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จำเป็นของนมาซ และในที่สุดนมาซของเขาก็ไม่ได้รับการตอบรับ

หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า นมาซเป็นหลักการที่พิถีพิถันอย่างมากที่ต้องให้ความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ไม่ว่าผู้ทำนมาซจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม (หรือแม้แต่สภาพใกล้ตาย)เป็นวาญิบต้องทำนมาซ และถ้าไม่สามารถอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺอื่นได้ทางปาก ก็ให้อ่านในใจถ้าไม่สามารถยืนทำได้ก็อนุญาตให้นั่งทำ และถ้าไม่สามารถนั่งทำได้ก็อนุญาตให้นอนทำ จุดประสงค์ก็คือไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในสภาพอย่างไรก็ตามเขาต้องทำนมาซ หรือแม้แต่ในภาวะสงครามที่กำลังสู้รบกันอยู่ หรือในภาวะที่จำเป็นที่ไม่สมารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ไม่สามารถหันหน้าไปทางกิบละฮฺได้ ให้นึกอยู่ในใจว่าตรงกับกิละฮฺก็ถือว่าเพียงพอ

นมาซที่เป็นวาญิบ

นมาซวาญิบมีอยู่ด้วยกัน ๖ ประเภท ดังนี้

๑.นมาซประจำวัน ๕ เวลา
๒.นมาซอายาต (เมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและผู้คนหวาดกลัว)
๓.นมาซมัยยิต (นมาซให้กัลผู้ตายหรือนมาซคนตาย)
๔.นมาซเฎาะวาฟวาญิบ (เฎาะวาฟเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการทำหัจญ์)
๕.นมาซชดใช้แทนบิดามารดา ซึ่งเป็นวาญิบสำหรับบุตรชายคนโต
๖.นมาซนะซัร (เป็นการบนบานกับอัลลอฮฺ(ซบ.) เช่น หากข้าพระองค์หายป่วยจะทำนมาซ ๒ เราะกะอัต)

ขั้นเตรียมการของนมาซ

สำหรับการทำนมาซซึ่งหมายถึงการปรากฏตน ณ เบื้องพระพักตร์ของอัลลอฮฺ (ซบ.)องค์พระผู้อภิบาล ซึ่งถือเป็นการแสดงความเป็นบ่าวที่จงรักภักดีต่อพระองค์ นมาซจำเป็นต้องมีการเตรียมการ ถ้าปราศจากขั้นตอนเหล่านี้ถือว่านมาซไม่ถูกต้อง ขั้นเตรียมการของนมาซประกอบด้วย ความสะอาด, เวลา,เสื้อผ้า, สถานที่และกิบละฮฺ

๑.ความสะอาด
ผู้ทำนมาซทุกคนขณะที่จะทำนมาซต้องเป็นผู้ที่มีความสะอาด หมายถึงปฏิบัติตามหน้าที่ของตนที่ได้ถูกกำหนดไว้คือ ก่อนทำนมาซต้องทำ “วุฎู”หรือ “ฆุสุล” หรือ“ตะยัมมุม” และร่างกายกับเสื้อผ้าต้องไม่เปรอะเปื้อนนะญิส หรือ นิญาสาต

นะญิส หมายถึงสิ่งโสโครกทางศาสนา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ดังนี้
๑.-๒.ปัสสาวะ – อุจจาระ (ทั่ว ๆ ไป) และรวมไปถึงปัสสาวะ อุจจาระของสัตว์ที่เนื้อเป็นหะรอม(ไม่อนุมัติให้ประทาน) ที่มีเลือดไหลพุ่งหมายถึง สัตว์บางประเภทที่เมื่อตัดเส้นเลือดแล้วจะมีเลือดไหลพุ่งออกมา เช่น แมว สุนัขจิ้งจอก กระต่ายและสัตว์อื่นที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน และรวมไปถึง ไก่หรือสัตว์ประเภทอื่นที่กินนะญิสเข้าไปและเนื้อของได้กลายเป็นอะรอม ถือว่าปัสสาวะและอุจจาระของเป็นนะญิสด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ ช่องทวารเบาเฉพาะน้ำเท่านั้นที่ทำความสะอาดได้ ส่วนช่องทวารหนักนั้นสามารถใช้น้ำทำความสะอาดหรือใช้ก้อนหิสามก้อนหรือสิ่ง ที่คล้ายคลึงกับก้อนหิน(เฉพาะในกรณีที่อุจจาระไม่กระเด็นเปรอะเปื้อนบริเวณ อื่น)ถ้าไม่เช่นนั้นนอกเหนือจากน้ำแล้วอย่างอื่นไม่สามารถทำความสะอาดได้

๓.ซากสัตว์ สัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ไม่ว่าเนื้อจะเป็นหะรอมหรือหะล้าลก็ตาม ถือว่าเป็นนะญิสทั้งสิ้น ยกเว้นบางส่วนจากร่างกายของ เช่น ขน ผม เล็บ (เป็นส่วนที่ไม่มีวิญญาณ)ถือว่าสะอาด

๔.เลือดของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ไม่ว่าเนื้อจะเป็นหะรอมหรือหะล้าลก็ตาม ถือว่าเลือดของเป็นนะญิส

๕. -๖. สุนัข – สุกร อวัยวะทุกส่วนบนร่างของแม้กระทั่งขน ถือเป็นนะญิส

๗.สุรา หรือของเหลวทุกประเภทที่ดื่มเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการมึนเมา ถือเป็นนะญิส

๘.เบียร์


สิ่งที่ใช้ทำความสะอาด

สิ่งที่สามารถขจัดนะญิสได้ เรียกว่า “มุเฏาะฮิร” (หมายถึงสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดนะญิส) ประกอบด้วย

๑.น้ำ ของที่เปื้อนนะญิสสามารถใช้น้ำทำความสะอาดได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ (ไม่มีสิ่งใดเจือปน)ถ้าและต้องไม่เป็นน้ำผสม (มีสิ่งอื่นเจือปน)เช่น น้ำผลไม่ น้ำกุหลาบ ไม่สามารถใช้ทำความสะอาดนะญิสได้ และถ้าทำวุฎูหรือฆุสลฺด้วยกับน้ำดังกล่าว ถือว่าไม่ถูกต้อง (บาฏิล)

หมายเหตุ น้ำแย่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ น้ำบริสุทธิ์และน้ำไม่บริสุทธิ์ และน้ำบริสุทธิ์ยังแบ่งออกอีกเป็น ๒ ประเภท คือน้ำที่มีปริมาตร “กุร”หมายถึง น้ำทีมีน้ำหนักประมาณ ๓๘๔ กก. ถ้าหากมีนะญิสตกลงไปและไม่ทำให้สี กลิ่น รส อย่างหนึ่งอย่างใดเปลี่ยนไป ถือว่าไม่เป็นนะญิส

อีกประเภทหนึ่งคือ น้ำน้อย หมายถึงน้ำที่มีปริมาตรไม่ถึงกุร ถ้าหากมีนะญิสตกลงไป ถือว่าเป็นนะญิส

๒.พื้นดิน สามารถทำความสะอาดพื้นรองเท้ากับใต้ฝ่าเท้าได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องแห้งและบริเวณนั้นต้องไม่เป็นนะญิส

๓.แสงแดด สามารถทำความสะอาดพื้นดิน กำแพง ฝ่าและฝาผนังได้ ด้วยการส่องแสงไปยังบริเวณดังกล่าวจนแห้ง

๔.การกลายสภาพ หมายถึง สิ่งของที่เป็นนะญิสได้กลายสภาพเป็นของสะอาด เช่น สุนัขตกลงไปในทะเลเกลือและได้กลายเป็นเกลือ

๕.การเคลื่อนย้าย เช่น เลือดจากร่างกายมนุษย์หรือจากสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ได้ย้ายไปอยู่ในตัวสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง เช่น ยุง หรือแมลงวัน หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้

๖.การหายไปของนะญิส จากภายนอกร่างของสัตว์หรือภายในของมนุษย์ เช่น ขนสัตว์หรือภายในรูจมูกของคนถ้าเปื้อนเลือด และหลังจากที่เลือดได้หายไป ถือว่าสะอาดไม่จำเป็นต้องใช้น้ำล้างอีก

๗.การตาม หมายถึง สิ่งที่เปื้อนนะญิสได้สะอาดตามของที่เปื้อนนะญิสที่ถูทำความสะอาดแล้ว เช่นกาฟิรฺได้กลายเป็นมุสลิมและลูกของเขาได้ตามเขา ถือว่าสะอาดด้วยเช่นกัน

๘.การระเหย เช่น น้ำองุ่นที่ต้มจนเดือดถือว่าเป็นนะญิส แต่ภายหลังจากที่น้ำองุ่นดังกล่าวระเหยไปสองในสามส่วน ส่วนที่เหลือถือว่าสะอาด

วุฎูและเงื่อนไข

เป็นมุสตะฮับก่อนทำวุฎูให้แปรงฟัน บ้วนปากและล้างจมูกก่อน

คำสั่งในการทำวุฎู
อวัยวะส่วนที่เป็นวาญิบที่ต้องทำวุฎูมี ๔ ส่วนด้วยกัน คือใบหน้า แขนทั้งสองข้าง ศีรษะและเท้าทั้งสอง

วิธีการทำวุฎูให้ล้างหน้าตั้งแต่ไรผมจนถึงปลายคาง ส่วนแขนทั้งสองข้างให้ล้างตั้งแต่ข้อศอกจนถึงปลายนิ้ว หลังจากนั้นให้ลูบศีรษะและหลังเท้าทั้งสองข้างจากปลายนิ้วเท้าจนถึงข้อเท้า สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการทำวุฎูอ ได้แก่

๑.อวัยวะที่จะทำวุฎูต้องสะอาดปราศจากนะญิสและสิ่งกีดขวางน้ำ
๒.น้ำที่ใช้ทำวุฎูต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์และได้รับอนุญาต
๓.เนียต หมายถึง ทำวุฎูเพื่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ (ซบ.)ดังนั้น ถ้ามีจุดประสงค์อื่น เช่น เพื่อความเย็นหรือเพื่อดับกระหายจึงได้ทำวุฎู ถือว่าไม่ถูกต้อง

๔.ต้องทำไปตามขั้นตอน คือ อันดับแรกให้ล้างหน้า หลังจากนั้นล้างแขนขวาและแขนซ้าย ให้ลูบศีรษะ หลังเท้าขวาและหลังเท้าซ้าย
๕.ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หมายถึง ในแต่ละขั้นตอนต้องทำให้ติดต่อกัน อย่างทิ้งช่วงให้ห่างจนอวัยวะที่ทำวุฎูแล้วก่อนหน้านี้น้ำได้แห้งหมดแล้ว

หมายเหตุ การลูบศีรษะไม่จำเป็นต้องโดนหนังศีรษะ เพียงลูบไปบนผมก็ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าผมในบริเวณอื่นได้มารวมกันตรงจุดที่จะทำการลูบ จำเป็นต้องปัดออกก่อน ในทำนองเดียวกันเช่นกัน กรณีที่เป็นคนผมยาวและโดยเฉพาะ บริเวณที่จะทำการลูบนั้นมีผมยาว ก่อนลูบให้หวีก่อนและต้องลูบให้โดนแถบโคนผม หรือไม่ก็ให้แหวกผมและลูบลงบนหนังศีรษะ

สิ่งที่ทำให้วุฎูเสีย
สิ่งทีเป็นเหตุทำให้วุฎูเสีย (บาฏิล)เรียกว่า “มุบฏิลาต”ประกอบไปด้วยปัสสาวะ อุจจาระ การผายลม หมดสติ มึนเมา การนอนหลับ(ทั้งประสาทหูและตา ดังนั้น ถ้าตาหลับแต่หูได้ยิน ถือว่าวุฎูไม่เสีย) เสียสติ มีญินาบัต (หมายถึงอสุจิได้เคลื่อนออกมา)และกรณีอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุจำเป็นต้องทำฆุสลฺ และรวมไปถึงการมีระดูเกินกำหนดด้วย

ฆุสลฺ

ฆุสลฺ. หมายถึง การอาบน้ำตามข้อกำหนดของศาสนา เช่น หลังจากการร่วมหลับนอนหรือหลังจากหมดรอบเดือน เป็นต้น
ฆุสลฺ สามารถทำได้สองวิธี คือ แบบตัรตีบี (ทำเป็นขั้นตอน)และอิรติมาซี (ดำลงในน้ำ)

ฆุสลฺตัรตีบี มี ๓ ขั้นตอน ดังนี้คือ
·อันดับแรก ให้ล้างศีรษะกับลำคอ
·อันดับที่สอง ให้ล้างซีกขวาของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
·อันดับที่สาม ให้ล้างซีกซ้ายโดยทำเหมือนกับอับดับที่สอง

ฆุสลฺอิรติมาซี หมายถึง การดำลงในน้ำเพียงครั้งเดียว โดยให้ร่างกายทั้งหมดอยู่ใต้น้ำ
ฆุสลฺแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ฆุสลฺที่เป็นวาญิบและฆุสลฺที่เป็นมุสตะฮับ ฆุสลฺมุสตะฮับนั้นมีมากมายหลายประเภทซึ่งจะไม่ขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ แต่จะกล่าวเฉพาะฆุสลฺที่เป็นวาญิบเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๗ ประเภท

๑.ฆุสลฺญินาบัต (ภายหลังจากการร่วมหลับนอน)
๒.ฆุสลฺมัยยิต (อาบน้ำให้คนตาย)
๓.ฆุสลฺ มัสส์ มัยยิต (สัมผัสคนตาย)ที่ร่างของเขาเย็นแล้วและยังไม่ได้ทำฆุสลฺมัยยิต ผู้สัมผัสจำเป็นต้องทำฆุสลฺมัสมัยยิต
๔.ฆุสลฺนะซัร หมายถึง ได้บนบานหรือสาบานว่าจะทำฆุสลฺ
๕.ฆุสลฺเหฎ (ภายหลังจากการหมดรอบเดือน)
๖.ฆุสลฺนิฟาส (โลหิตหลังการคลอดบุตรได้หมดลง)
๗.ฆุสลฺอิสติฮาเฎาะฮฺ (ระดูเกินกำหนด)
ฆุสลฺ ๔ ประเภทแรกเป็นฆุสลฺร่วมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ส่วน ๓ ประเภทหลังเป็นฆุสลฺเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น

สิ่งที่เป็นหะรอม (ต้องห้าม)ขณะมีญุนูบ

๑.สัมผัสอักษรอัล-กุรอาน พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ชื่อของท่านศาสดาและบรรดาอิมาม
๒.เข้าไปในมัสญิดหะรอมและมัสญิดุนนบี
๓.เข้าไปหยุดในมัสญิดอื่น (ที่นอกเหนือจากสองมัสญิดข้างต้น)และได้วางของในมัสญิดนั้น
๔.อ่านอัล-กุรอานซูเราะฮฺหนึ่งซูเราะฮฺใดที่มีสัจดะฮฺวาญิบ(ซูเราะฮฺอัล นัจม,อิกเราะฮ, อลีฟลามตันซีล และฮามีมสัจดะฮ)
หมายเหตุ การทำฆุสลฺก็เหมือนกับทำวุฎู กล่าวคือ จำเป็นต้องเนียต ร่างกายก่อนทำฆุสลฺต้องสะอาดและต้องไม่มีอุปสรรดกีดขวางน้ำไม่ให้โดนผิวหนัง

การตะยัมมุม

กรณีที่มีเวลาน้อย ป่วย ไม่มีน้ำหรือในกรณีอื่นที่คล้ายคลึงกันซึ่งไม่สามารถทำวุฎูหรือฆุสลฺเพื่อทำ นมาซ และประกอบอิบาดะฮฺอื่นๆได้ดังนั้น จำเป็นต้องทำตะยัมมุมแทน

การทำตะยัมมุมมี ๔ ขั้นตอนที่เป็นวาญิบ ดังต่อไปนี้

๑.เนียต
๒.ตบฝ่ามือทั้งสองลงบนฝุ่นหรือบนสิ่งที่ทำตะยัมมุมแล้วถูกต้อง
๓.ให้เอาฝ่ามือทั้งสองลูบหน้า ตั้งแต่ไรผมจนถึงคิ้วและขึ้นไปบนปลายจมูก
๔.ลูบมือขวาตั้งแต่ข้อมือจนถึงปลายนิ้ว หลังจากนั้นให้ลูบมือซ้ายโดยทำเหมือนกับมือขวา

การทำตะยัมมุมแทนที่วุฎู ให้ทำเพียงเท่านี้ถือว่าเพียงพอ แต่ถ้าเป็นตะยัมมุมแทนที่ฆุสลฺ (เช่นฆุสลฺญินาบัต) เมื่อทำเสร็จแล้วให้เอาฝ่ามือตบลงบนฝุ่นอีกครั้งหลังจากนั้นให้ลูบที่มือขวา และซ้ายตามลำดับ

การทำตะยัมมุมและเงื่อนไข
๑.ถ้าไม่สามารถหาฝุ่นได้ให้ใช้กรวดแทน ถ้าไม่มีกรวดให้ทำตะยัมมุมบนหิน แต่ถ้าไม่มีสิ่งที่กล่าวมาแล้วเลยให้ทำตะยัมมุมบนฝุ่นที่ได้รวมกันอยู่ในที่ ใดที่หนึ่ง

๒.การทำตะยัมมุมบนปูนขาวหรือสิ่งที่เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ถือว่าไม่ถูกต้อง

๓.ถ้าน้ำมีราคาแพงมากแต่มีความสามารถซื้อน้ำนั้นได้ ถือว่าไม่อนุญาตให้ทำตะยัมุมม แต่จำเป็นต้องซื้อน้ำนั้นมาทำวุฎูหรือฆุสลฺ

๒.เวลานมาซ

นมาซซุฮรฺและอัศรฺ ทั้งสองต่างมีเวลาเฉพาะและเวลาร่วมซึ่งกันและกัน เวลาเฉพาะของนมาซซุฮรฺ ให้นับตั้งแต่เริ่มเข้าเวลาซุฮรฺไปจนถึงช่วงเวลาแค่ทำนมาซซุฮรฺเสร็จ ฉะนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าใครลืมและได้ทำนมาซอัศรฺถือว่านมาซบาฏิล

หมายเหตุ เริ่มเข้าเวลาซุฮรฺ สามารถรู้ได้โดยการนำเอาไม้หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ปักลงบนพื้นดินให้(ตั้งฉาก ๙๐ องศา) เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นเงาของไม้ที่ปักนั้นจะทอดไปทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเท่าใดเงาไม้จะสั้นลงตามลำดับ เมื่อถึงเวลาซุฮรฺพอดี เงาไม้จะเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อเวลาซุฮรฺผ่านไป เงาไม้จะเปลี่ยนทิศทอดไปทางทิศตะวันออก ซึ่งดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกมากเท่าใด เงาไม้จะเหลืองเพียงเล็กน้อนเท่านั้น และเมื่อเวลาซุฮรผ่านไป เงาไม่จะเปลี่ยนทิศทอดปทางทิศตะวันออก ซึ่งดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกมากเท่าใด เงาไม้ก็จะยิ่งยาวขึ้นมากตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเงาไม้เหลือเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง เป็นที่แน่นอนว่าได้เข้าเวลานมาซซุฮรฺแล้ว

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอัศรฺนั้น คือช่วงเวลที่เหลือพอแค่ทำนมาซอัศรฺ หลังจากนั้นจะเป็นเวลาของนมาซมัฆริบ และจนถึงเวลาดังกล่าวถ้าใครยังไม่ได้ทำนมาซซุฮรฺ ถือว่าต้องเกาะฎอ (การชดใช้นมาซ)เพราะจำเป็นต้องทำนมาซอัศรฺในช่วงเวลาดังกล่าว

ส่วน ช่วงเวลาเฉพาะนมาซอัศรฺ ถือว่าเป็นเวลาร่วมระหว่างนมาซทั้งสอง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ถ้าหากใครลืมและได้ทำนมาซอัศรก่อนนมาซซุฮรฺ ถือว่านมาซถูกต้องและทำให้นมาซซุฮรฺภายหลังจากนั้น

นมาซมัฆริบกับนมาซอิชาอฺก็เช่นเดียวกัน ต่างมีเวลาเฉพาะ และเวลาร่วมระหว่างทั้งสอง

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซมัฆริบ เริ่มตั้งแต่เข้าเวลามัฆริบไปจนถึงช่วงเวลาแค่เหลือทำนมาซมัฆริบเสร็จ ส่วนเวลาเฉพาะสำหรับเวลานมาซอิชาอฺคือช่วงเวลาที่เหลือพอแค่ทำนมาซอิชาอฺจะ ถึงเที่ยงคืน และจนถึงเวลานั้นถ้ายังไม่ได้ทำนมาซมัฆริบ ให้ทำนมาซอิชาอฺก่อนหลังจากนั้นจึงทำนมาซมัฆริบ

ระหว่างเวลาเฉพาะของนมาซมัฆริบกับอิชาอฺ ถือเป็นเวลาร่วมกันระหว่างนมาซทั้งสอง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าใครผิดพลาดโดยได้ทำนมาซอิชาอฺก่อนนมาซมัฆริบ ถือว่านมาซถูกต้องและให้ทำนมาซมัฆริบภายหลังจากนั้น

หมายเหตุ: เวลามัฆริบถ้าจะนับจากเวลานาฬิกา ภายหลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน ประมาณ ๑๕ นาที ให้สังเกตว่าแสงสีทองทางทิศตะวันออกที่ปรากฏขึ้นภายหลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน ได้หายไปหมดแล้ว

*คืนตามชัรอี คือเวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา และเวลาของนมาซศุบฮฺ เริ่มตั้งแต่แสงเงินลับขอบฟ้าจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น หมายเหตุใกล้เวลาอะซาน จะมีแสงเงินปรากฏทางทิศตะวันออกและจะสูงขึ้น เรียกว่า”แสงเงินที่หนึ่ง” และเมื่อแสงเงินนั้นได้กระจายตัว เรียกว่า “แสงเงินที่สอง”จะเป็นอะซานและเริ่มเข้าเวลานมาซศุบฮพอดี

๓.เสื้อผ้า

เสื้อผ้าของผู้ทำนมาซมีเงื่อนไขดังนี้

๑.ต้องเป็นที่อนุญาต หมายถึง เป็นทรัพย์สินของตนเอง หรือถ้าไม่ใช่ของตน จำต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
๒.ต้องไม่เปรอะเปื้อนนะญิส
๓.ต้องไม่ใช่หนังที่ทำจากซากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่เนื้อหะล้าลหรือหะรอมก็ตาม
๔.ต้องไม่ใช่ขนหรือผมของสัตว์ที่เนื้อเป็นหะรอม(ไม่อนุญาตให้รับประทาน)
๕.ผู้ทำนมาซชาย ไม่อนุญาตให้สวมใส่เสื้อผ้าไหมแท้หรือผ้าตาดทอง และต้องไม่ใส่เครื่องประดับที่เป็นทองคำด้วย และถึงแม้ว่าไม่ใช่เวลานมาซ สำหรับผู้ชายแล้วก็ถือเป็นหะรอมหากจะสวมใส่ผ้าไหมหรือเครื่องประดับที่เป็นทองคำ

๔.สถานที่นมาซ

กะอบะฮฺที่ตั้งอยู่ ณ นครมักกะฮฺ ถือเป็นกิบละฮฺสำหรับมุสลิมทั่วโลกซึ่งเวลานมาซต้องหันหน้าไปทางนั้น แต่สำหรับคนที่อยู่ไกลจากนครมักกะฮฺ เมื่อเวลายืนหรือนั่งทำนมาซ สามารถกล่าวได้ว่าหันหน้าตรงกับกิบละฮฺ ถือว่าเพียงพอ เช่นกันในการปฏิบัติภารกิจบางอย่าง จำเป็นต้องหันหน้าไปทางกิบละฮฺ เช่น การเชือดสัตว์ เป็นต้น

ผู้ที่ไม่สามารถยืนหรือนั่งทำนมาซได้ อนุญาตให้นอนตะแคงขวาโดยหันหน้าตรงกับกิบละฮ แต่ถ้านอนตะแคงขวาไม่ได้ อนุญาตให้นอนตะแคงซ้าย และถ้ายังไม่สามารถทำได้อีกให้นอนหงายโดยหันฝ่าเท้าตรงกิบละฮฺ

ผู้ทำนมาซหลังจากค้นหาแล้วก็ยังไม่รู้ว่ากิบละฮฺอยู่ทิศใด ต้องใช้วิธีการพิจารณาเอาจากมิหฺรอบของมัสญิดหรือดูจากหลุมฝังศพ เพื่อเป็นการพิสูจน์กิบละฮฺในการทำนมาซ

สิ่งที่เป็นวาญิบในนมาซ

สิ่งที่เป็นวาญิบในนมาซมีอยู่ด้วยกัน ๑๑ อย่าง

๑.เนียต
๒.กิยาม(ยืน)
๓.ตักบีรอตุ้ลอิหฺรอม
๔.รุกูอฺ
๕.สุญูด
๖.การอ่าน
๗.ซิกรฺ (หมายถึง การกล่าวขณะสุญูดหรือรุกอฺ)
๘.ตะชะฮุด
๙.สลาม
๑๐.การทำไปตามขั้นตอน
๑๑.การทำอย่างต่อเนื่อง

ห้าประการแรกถือว่าเป็นรุกุ่นของการนมาซ ส่วนที่เหลือไม่ใช่รุกุ่น ความแตกต่างระหว่างรุกุ่นกับไม่ใช่รุกุ่น รุกุ่นนั้นถือว่าเป็นข้อบังคับที่เป็นหลักของนมาซ ถ้าหากตั้งใจ หรือลืมโดยเพิ่มหรือตัดออก ถือว่านมาซเสีย(บาฏิล)ส่วนวาญิบอื่นถือว่าไม่ใช่รุกุ่นของนมาซ แต่ถ้าตั้งใจทำให้มากหรือน้อยลงไปถือว่านมาซเสีย(บาฏิล)

กฎต่างๆของสิ่งที่เป็นวาญิบในนมาซ

๑.เนียต หมายถึง การที่ผู้นำนมาซได้ทำนมาซเพื่อความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ กล่าวคือ เพื่อปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์จึงได้ทำสิ่งนั้น การเนียตไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมา เช่น ข้าพเจ้าขอทำนมาซซุฮรฺ ๔ เราะกะอัต กุรบะตันอิลัลลอฮฺ เพียงแค่นึกอยู่ในใจก็เพียงพอแล้ว

๒.ตักบีรอตุ้ลอิหฺรอม หลังจากที่อะซานอิกอมะฮฺ และเนียตเรียบร้อยแล้วให้กล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ”๑ ครั้ง ถือว่าการนมาซได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเนื่องจากกล่าวคำว่า“อัลลอฮุอักบัรฺ”ออกมา จึงทำให้การกระทำอื่นๆเช่น การรับประทาน การดื่ม หัวเราะ การหันหลังให้กิบละฮฺ ถือเป็นหะรอมทันที ซึ่งเรียกการกล่าวตรงนี้ว่า “ตักบีรอตุ้ลอิหฺรอม”

เป็นมุสตะหับในขณะที่กล่าวตักบีรอตุ้ลอิหฺรอม ให้ยกมือทั้งสองขึ้นสูงเสมอติ่งหู ขณะที่ทำให้รำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากพระองค์ถือเป็นสิ่งไม่จริงแท้ อีกทั้งเราได้ลืมจนหมดสิ้น

สิ่งที่เป็นวาญิบในการกล่าวตักบีรอตุ้ลอิหฺรอม

*ต้องกล่าวเป็นภาษาอาหรับอย่างถูกต้อง
*ขณะที่กล่าว “อัลลอฮุอักบัรฺ”ร่างกายต้องนิ่ง
*การกล่าวตักบีร ต้องให้ตนเองได้ยินด้วย

๓.การกิยาม (ยืน) การยืนตรงในขณะกล่าวตักบีรอตุ้ลอิหฺรอมกับการยืนที่ต่อเนื่องกับการรุกูอฺ หมายถึงการยืนตรงเพียงครู่หนึ่งก่อนทำระกูอฺถือเป็นรุกุ่นของนมาซ ส่วนการยืนในขณะอ่านซูเราะฮฺและยืนหลังจากรุกูอฺแล้วนั้น ไม่ถือว่าเป็นรุกุ่นของนมาซ เพราะฉะนั้น ถ้าลืมทำรุกูอฺ และก่อนที่จะลงสูญูดนึกขึ้นได้ ให้ยืนตรงก่อนหลังจากนั้นจึงทำรุกูอฺ แต่ถ้าทำรุกูอฺเลยขณะที่กำลังก้มอยู่นั้น (ถือว่าไม่ได้ยืนตรงก่อนทำระกูอฺ)นมาซเสีย(บาฏิล)

๔.รุกูอฺ (การก้มโค้ง)หลังจากอ่านฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺจบ ให้ก้มโค้งลงจนกระทั่งมือทั้งสองกุมอยู่ที่หัวเข่า ซึ่งเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า“รุกูอฺ” ขณะที่รุกูอฺอยู่นั้นให้อ่าน“สุบฮานะร็อบบิยัลอะซีมิวะบิหัมดิฮฺ”หรืออ่าน ว่า “สุบฮานั้ลลอฮ”๓ ครั้ง หลังจากนั้นจึงเงยาขึ้นและยืนในท่าตรงก่อนที่จะลงสุญูด

วาญิบของรุกูอฺ

๑.ให้ก้มโค้งลงตามที่กล่าวมาแล้ว
๒.ในกล่าวซิกรฺ (อย่างน้อยสุด ๓ ครั้งว่า สุบฮานั้ลลอฮฺ)
๓.ร่างกายต้องนิ่งในขณะกล่าวซิกรฺรุกูอฺ
๔.ให้ยืนตรงภายหลังจากรุกูอฺแล้ว
๕.ร่างกายต้องนิ่งภายหลังจากรุกูอฺแล้ว



โปรดติดตาม

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์